ID
PASS
สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
 
 
 
 
 
แคทลียา วายเนย์ มายเดิ้ล ติดดอกตูม กระถาง 3.5" Cattleya Waianae Maiden "Blooming Size"

แคทลียา วายเนย์ มายเดิ้ล ติดดอกตูม กระถาง 3.5" Cattleya Waianae Maiden "Blooming Size"

  • รหัสสินค้า:OSO-000370
    จำนวนสินค้าที่มีอยู่: 885 ต้น
  • สกุลไม้: Cattleya
    ขนาดสินค้า/น้ำหนัก:500กรัม
  • เวลาขาย:08-04-2010
    คะแนนสินค้า:5978
  • ราคาตลาด:฿ 144 บาท
    ราคาร้านค้า:฿ 120 บาท
    Registered users:฿ 120 บาท
    ระดับสินค้า: comment rank 5
  • ราคาขาย:
  • จำนวน:
    คะแนนซื้อสินค้า: 100 บาทถ้วน

 

 

ขนาดที่จำหน่ายเป็นไม้รุ่นพร้อมให้ดอก ตามฤดูกาลให้ดอก กระถาง 3.5"

 

 

ลักษณะที่เด่นของพันธุ์ คือ มีสีเขียวอ่อนเริ่มแรก และจะค่อยๆ กลายเป็นสีขาว

 

 

ขอบกลีบดอกมีสีม่วง เป็นพันธุ์ที่ให้ดอกดก ออกดอกบ่อย ตลอดปี


 

ราคาต้นละ 120 บาท ไม่รวมค่าจัดส่งครับ

 

 

ภาพดอกและต้น  : ขนาดที่จำหน่ายครับ



ปรัชญาวิทย์ 086-525 5625

 

 

......................................................

 

 

 

 

กล้วยไม้สกุลแคทลียา (Cattleya)

จัดอยู่ใน Subtribe Laeliinae กล้วยไม้สกุลนี้มีถิ่นกำเนิดจากโลกใหม่ เป็นกลุ่มประเทศที่มีการค้นพบใหม่ กล้วยไม้ในสกุลนี้ มีการนำมาปลูกเลี้ยงครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1818 โดย Mr. Swainson ซี่งขณะนั้นได้มีการรวบรวมพันธุ์มอสและไลเคนกันมาก จากประเทศบราซิล แล้วได้มีการเก็บต้นไม้ชนิดหนี่งมาด้วย มีใบหนาและลำต้นค่อนข้างใหญ่มาด้วย Mr. Swainson ทำหน้าที่เก็บพันธุ์พืชให้แก่ Mr. Willian Cattley เมื่อ Mr. Cattley ได้รับต้นไม้ที่ไม่รู้จักมาก่อนก็ทำการปลูกเลี้ยงไว้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1824 ต้นไม้ที่ปลูกเลี้ยงไว้ ให้ดอกดูเป็นครั้งแรก Dr. Lindley ได้ตั้งชื่อต้นไม้ชนิดนี้ว่า Cattleya ซึ่งต่อมาได้มีการตั้งชื่อไว้ว่า Cattleya labiata autumnalis เนื่องมาจากดอกบานในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และปากของกล้วยไม้ชนิดนี้มีความสวยงามมาก ต่อมาชื่อได้ถูกตัดให้สั้นลงเหลือแต่เพียง Cattleya labiata และได้มีการค้นพบ Cattleya ตัวอื่นๆอีกด้วย ได้แก่ Cattleya mossiae (1838) Cattleya gigas (1848) และ Cattleya trianaei (1856) ในระยะนั้น กล้วยไม้สกุลแคทลียาได้รับความนิยมมาก และมีราคาแพง มีการส่งคนออกไปเสาะหาแคทลียาในป่าที่อเมริกาใต้กันมาก มีการขนส่งมาเป็นลำเรือ นำมาปลูกเลี้ยงกันในยุโรป และได้มีการนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5


กล้วยไม้ในสกุลนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน ได้แก่
1. Unifoliate group
ในกลุ่มนี้ ในหนึ่งลำลูกกล้วย มีใบเพียง 1 ใบเท่านั้น ดอกมีขนาดใหญ่ มีลักษณะผึ่งผาย มีปากที่สวยงาม ปากเป็นจุดเด่นของดอก มีสีในโทน ม่วง หรือชมพูอ่อน
2. Bifoliate group
ในกลุ่มนี้ ในหนึ่งลำลูกกล้วยมีใบมากกว่า 1 ใบ ดอกมีขนาดค่อนข้างเล็ก กลีบดอกเป็นมัน มีจำนวนดอกต่อช่อมาก 5 - 20 ดอก ปากมีขนาดเล็ก ปลายปากค่อนข้างแหลม มีรูปคล้ายหอก สีดอกมีความหลากหลาย ได้แก่ เหลือง เขียว น้ำตาลเขียว น้ำตาล ส้ม แดงส้ม ขาว และชมพูม่วง สีสดใส มีหลายชนิดที่กลีบดอกมีจุดน้ำตาลหรือม่วงแดงแต้ม สีของปากตัดกับสีของกลีบดอก เช่น Cattleya bicolor ซึ่งกลีบดอกมีสีเขียวอมน้ำตาล มีปากสีชมพูสด
ปัจจุบันนี้นิยมผสมข้ามกันไปมาระหว่าง 2 กลุ่มนี้

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น เป็นพวก sympodial อิงอาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ หรือโขดหิน ขนาดของลำต้น มีตั้งแต่ 5 ซม.ไปจนกระทั่งถึง 120 ซม. รูปทรงของลำลูกกล้วยจะคล้ายกระบองหรือท่อนอ้อย
ใบ จำนวนใบมีตั้งแต่ 1 - 3 ใบ/ลำ เจริญบนส่วนยอดของลำลูกกล้วย ใบมีลักษณะแบนหรือ เป็นร่องก็ได้ ผิวใบมีลักษณะคล้ายหนัง    ปลายใบอาจจะโค้งมนหรือแหลมก็ได้ขึ้นอยู่กับชนิด มีเยื่อหุ้มบางๆหุ้มอยู่ที่ลำลูกกล้วยเมื่อมีการเจริญไปได้ระยะหนึ่งแล้ว
ราก เป็นรากแบบกึ่งอากาศ มีทรงกระบอก มีรากเป็นจำนวนมาก รากมีสีขาว และที่ปลายรากจะมีส่วนที่มีสีอาจเป็นสีเขียว หรือเขียวน้ำตาลหุ้มอยู่ก็ได้
ช่อดอก เป็นแบบ raceme มีจำนวนดอกตั้งแต่ 1 ดอก ไปจนกระทั่ง 15 ดอก/ช่อได้
ดอก กลีบดอกชั้นนอกทั้ง 3 กลีบ มีลักษณะที่เหมือนกัน ในขณะที่กลีบใน ทั้ง 2 กลีบ มีขนาดใหญ่กว่า ส่วนของปาก สามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 ส่วนคือ ปากด้านข้างทั้งสองข้าง (side lobes) และ ปากส่วนกลาง (mid lobe) กลุ่มที่เป็น unifoliate ส่วนของปากเชื่อมต่อกัน ในขณะที่กลุ่มที่เป็น bifoliate ส่วนของปากมีการคอดเว้า สามารถแยกส่วนของปากด้านข้างทั้งสองและปากส่วนกลางได้อย่างชัดเจน เส้าเกสรมีลักษณะเป็นแท่งยื่นออกมา ในสกุลแคทลียาทั้งหมดมี จำนวน pollinia 4 อัน โดยในถุงอับเกสรตัวผู้แต่ละอันมี 2 pollinia ดอกมักมีกลิ่นหอม

การปลูกเลี้ยงแคทลียา
        แคทลียาเป็นกล้วยไม้ที่ไม่ชอบอากาศเย็นมากนัก โดยเฉพาะไม่ชอบอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงจากร้อนไปเย็นหรือเย็นไปร้อนอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิในการปลูกเลี้ยง ในช่วงกลางคืน ไม่ควรจะต่ำกว่า 13oเซลเซียส และในช่วงกลางวันประมาณ 25-28oเซลเซียส ความชื้นพอเหมาะ ในเชียงใหม่ อุณหภูมิค่อนข้างเหมาะสม แต่ควรเสริมในเรื่องของความชื้นบ้าง การพรางแสงควรอยู่ประมาณ 60 -70 % วัสดุปลูกที่ใช้ ควรเป็นวัสดุที่โปร่ง ระบายน้ำได้ดี เช่น อิฐมอญทุบ หรือถ่าน ถ้ามีเปลือกไม้ก็สามารถใช้ได้ การใช้กาบมะพร้าว จะต้องจับให้กาบมะพร้าวอยู่ในแนวตั้ง แต่ไม่แนะนำให้ใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกแคทลียา ภาชนะที่ใช้ ควรใช้กระถางดินเผาที่มีการเจาะรูด้านข้างด้วย วัสดุปลูกมีความสำคัญมากในการปลูกเลี้ยง เมื่อวัสดูปลูกเริ่มเก่าแล้ว หลังจากปลูกได้ 2-3 ปี ควรทำการเปลี่ยนกระถางและเปลี่ยนวัสดุปลูกใหม่
การให้น้ำ สามารถให้น้ำโดยใช้หัวสปริงเกิลได้ ยกเว้นในช่วงที่ดอกบาน ไม่ควรให้น้ำโดนดอก เพราะทำให้อายุการใช้งานน้อยลง การให้น้ำวันละ 1 ครั้ง การให้น้ำควรให้จนชุ่มในช่วงเช้า ก็พอเพียงแล้ว แต่ถ้าในช่วงที่แล้งมากๆ อาจให้อีกครั้งได้ ช่วงเวลาบ่าย ไม่ควรให้น้ำเมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้ว อาจทำให้เกิดโรคเน่าได้ การให้ปุ๋ย ในระยะแรกของการเจริญเติบโต ควรให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 30-20-10 ก็ได้ เมื่อมีการตั้งลำได้ดีแล้ว เพื่อกระตุ้นให้เกิดดอก ควรให้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูง และเมื่อให้ดอกไปบ้างแล้ว อาจมีการให้ปุ๋ยสูตรเสมอสลับบ้างก็ได้           แคทลียาบางชนิดมีลักษณะการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างแปลก คือจะแทงช่อดอกก็ต่อเมื่อปลูกเลี้ยงจนลำลูกกล้วยลำหน้าสุดเดินไปจนตกกระถาง ต้องมีเทคนิคการปลูกมาช่วย คือต้องไม่ปลูกให้ลำเก่าชิดขอบกระถางมากเกินไป อาจปลูกอยู่กลางกระถาง พอให้ลำใหม่เกิดมา 2 -3 ลำ แล้วตกกระถาง ก็สามารถให้ดอกได้ การออกดอกของแคทลียา จะแทงซองดอกออกมาจากส่วนปลายของลำลูกกล้วย แล้วแทงช่อดอกออกมา บ้างครั้งเรียกช่วงที่มีซองดอกว่า ระยะตั้งท้อง
          แมลงที่รบกวนแคทลียาได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟและไรแดง อาจต้องมีการฉีดพ่นยาในบางครั้ง เมื่อมีการระบาดมากๆ นอกจากนั้นแล้ว หอยยังเป็นปัญหาที่สำคัญในการกัดกินยอดอ่อน อาจต้องใช้ยาพวกเมทัลดีไฮด์โรยเพื่อไล่หอย แต่พวกเมทัลดีไฮด์เมื่อโดนความชื้นมากๆ ก็เสื่อมสภาพเร็ว ต้องใส่ทีละน้อยแต่ค่อนข้างบ่อย


โรคที่พบบ่อยในแคทลียาได้แก่
1. โรคเน่าดำ (black rot)
เกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora
เกิดได้ทุกส่วนของต้นและราก ถ้าเข้าทำลายที่ยอด ยอดเน่าเป็นสีน้ำตาล หรือรากเน่าแห้ง ระบายได้ง่ายในช่วงฤดูฝน
ยาที่ใช่ในการกำจัด อีทริไดอะโซล โฟซีทิล-อลูมิเนียม หรือ แมนโคแซป
2. โรคเน่า (rot)
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas cattleyae
เกิดบนใบหรือหน่ออ่อน เริ่มจากจุดฉ่ำน้ำเล็ก แล้วขยายวงออก มีลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวก
ถ้าพบว่ามีอาการให้เด็ดใบออก แล้วเผาทำลาย ระวังอย่าปลูกต้นชิดกันมากเกินไป เพราะทำให้เกิดโรคและระบาดได้ง่าย
ยาที่ใช้ในการกำจัดโรคเป็นพวกยาปฏิชีวนะ เช่นแออริมัยซิน ไฟโตมัยซิน
       นอกจากนั้นแล้ว อาจมีปัญหาที่เกิดจากหญ้าและตะไคร่น้ำที่ขึ้นบนกระถางและวัสดุปลูก ต้องค่อยดูเรื่องการถ่ายเทอากาศภายในโรงเรือน ถ้ามีความชื้นมาก มักมีปัญหาเรื่องตะไคร่น้ำ สามารถกำจัดตะไคร่ได้ โดยใช้ไดยูรอนพ่น การพ่นควรพ่นหลังจากรดน้ำให้ชุ่มแล้ว 3-4 ชั่วโมง และหลังจากพ่นควรหยุดการให้น้ำ 2-3 วัน ซึ่งสามารถกำจัดหญ้าที่ขึ้นบนกระถางได้ด้วย

 

 


 

สินค้าติดป้าย/ติดป้ายสินค้า

บันทึกการซื้อ(จำนวนที่ซื้อรายการนี้ 0)

ไม่มีใครซื้อสินค้านี้
รวมทั้งหมด 0 บันทึก, แบ่งออกเป็น1 หน้า. หน้าแรก ก่อนหน้า หน้าต่อไป หน้าสุดท้าย
จำนวนความคิดเห็นทั้งหมด 0
  • คุณยังไม่ได้แสดงข้อคิดเห็น
รวมทั้งหมด 0 บันทึก, แบ่งออกเป็น1 หน้า. หน้าแรก ก่อนหน้า หน้าต่อไป หน้าสุดท้าย
ชื่อผู้ใช้: บุคคลทั่วไป
E-mail:
ระดับ:
เนื้อหา:
รหัสยืนยัน: captcha